บัญชี CFD อาจสูญเสียยอดเงินส่วนใหญ่ในระยะสั้น

Stop loss คือคำสั่งขายอัตโนมัติที่จะปิดสถานะของคุณเมื่อราคาตกลงถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อจำกัดผลขาดทุนไม่ให้บานปลาย และ take profit คือคำสั่งฝั่งตรงข้ามที่ล็อกกำไรเมื่อราคาขึ้นถึงเป้า ทั้งสองคำสั่งมีมานานพอ ๆ กับตลาดหุ้น แต่ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครตั้งคำสั่งไว้ที่ไหน และเข้าใจพฤติกรรมของราคาในกรุงเทพฯ ดีแค่ไหน
ในทางทฤษฎีเรื่องนี้ง่ายมาก แต่ในทางปฏิบัติมันซับซ้อนกว่าที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยอมรับ ราคาไม่ได้ไหลเป็นเส้นตรง และคำสั่งที่ดูสมเหตุสมผลบนกระดาษอาจทำงานผิดจังหวะกับที่คุณคาดไว้
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากที่อื่นคือเรามีข้อจำกัดเรื่อง cash balance กับ credit balance และกรอบเวลาการซื้อขายที่ชัดเจนของ SET ซึ่งกำหนดว่าเราจะวางคำสั่งได้ตอนไหน วันนี้เราจะแยกให้เห็นว่าอะไรใช้ได้จริงกับบัญชีแบบไหน และตรงไหนที่ควรระวัง
รู้จัก Stop Loss ให้ลึก
Stop loss คือคำสั่งขายที่คุณผูกไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าราคาหุ้นไหลลงมาถึงจุดนี้ ขายฉันด้วยนะ จุดประสงค์ไม่ใช่การคาดเดาว่าหุ้นจะไปทางไหน แต่เป็นการจำกัดความเสียหายในกรณีที่คุณคิดผิด เพราะไม่มีใครถูกตลอดเวลา
ความต่างที่คนมักสับสนคือเรื่องของคำสั่งแบบ Stop กับ Stop Limit ในตลาดหุ้นไทย คำสั่ง Stop จะกลายเป็น Market Order ทันทีที่ราคาสัมผัสจุดที่ตั้งไว้ ซึ่งหมายความว่าในหุ้นสภาพคล่องต่ำ ราคาที่ได้จริงอาจต่ำกว่าที่ตั้งไว้พอสมควร ส่วน Stop Limit จะกลายเป็น Limit Order ที่ราคาที่คุณกำหนด ซึ่งรับประกันราคาได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะได้ขาย เมื่อหุ้นร่วงแรงอาจไม่มีคนรับฝั่งซื้อเลย
Stop loss ที่ดีจึงเริ่มจากสองคำถาม ไม่ใช่ว่าตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถามว่า (1) สถานะนี้คุณรับขาดทุนสูงสุดได้เท่าไหร่ (2) หุ้นตัวนี้มีสภาพคล่องพอที่จะออกได้จริงในราคาที่ตั้งไว้หรือเปล่า
Take Profit ทำงานต่างกันจริงไหม
Take profit คือคำสั่งขายที่ตั้งไว้เหนือราคาปัจจุบัน เพื่อล็อกกำไรเมื่อราคาวิ่งขึ้นถึงเป้า ทฤษฎีดูตรงไปตรงมา แต่กับดักที่พบบ่อยคือการตั้ง take profit ตามความโลภมากกว่าตามโครงสร้างราคา
ความจริงคือ take profit ไม่ได้เพิ่มกำไรให้คุณ มันแค่ทำให้กำไรที่ได้มานั้นไม่หายไปเพราะความลังเล คนส่วนใหญ่ที่ทำลายพอร์ตตัวเองไม่ใช่เพราะไม่มี take profit แต่เพราะตั้งไว้แล้วไปเลื่อนเป้าขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหุ้นกำลังวิ่ง
อีกจุดที่คนมักมองข้าม คือในตลาดหุ้นไทยคำสั่งทั้งสองแบบนี้ผูกกับกระดานของ SET และ TFEX ซึ่งมีช่วงพักเที่ยงและช่วง pre-open ที่ราคาอาจไม่ขยับตามที่คุณเห็นบนหน้าจอ แล้วค่อยกระโดดเมื่อตลาดกลับมาเปิด ซึ่งทำให้การตั้งจุดที่แน่นเกินไปเสี่ยงถูกกระชากออกก่อนที่แนวโน้มจริงจะเริ่ม
ตั้งจุดด้วยวิธีไหนถึงใช้ได้
มีอยู่สามวิธีที่ใช้กันจริง และแต่ละวิธีเหมาะกับคนละสถานการณ์ วิธีที่แย่ที่สุดคือการตั้งตามตัวเลขกลม ๆ เพราะจุดที่ราคามักไหลผ่านคือระดับที่คนส่วนใหญ่จับตา ตั้งแต่ 5 บาท 10 บาท หรือ -10%
| วิธีตั้งจุด | เกณฑ์ที่ใช้ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ตามเปอร์เซ็นต์พอร์ต | เช่น ยอมขาดทุน 2% ของพอร์ตต่อไม้ | มือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกราฟ |
| ตามแนวรับแนวต้าน | อ้างอิง low/high เดิมของหุ้น | คนที่ดูกราฟเป็นอยู่แล้ว |
| ตามความผันผวน (ATR) | ตั้งจุดให้พ้นช่วงแกว่งปกติ | หุ้นที่ผันผวนสูง |
การตั้งตาม ATR คือวิธีที่คนพูดถึงน้อยที่สุด แต่ใช้ได้ผลในทางปฏิบัติมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย เพราะมันยอมรับความจริงว่าราคาแกว่งอยู่ตลอด ถ้าคุณตั้ง stop loss แคบกว่าช่วงแกว่งปกติของหุ้นตัวนั้น คุณไม่ได้จำกัดความเสี่ยง คุณแค่จ่ายค่าธรรมเนียมให้ถูกกระชากออกซ้ำ ๆ
หลังจากที่คุณตั้งจุดได้แล้ว ต้องคำนวณขนาดโพซิชันด้วย ไม่ใช่ให้ stop loss เป็นตัวกำหนดขนาด แต่ให้ขนาดโพซิชันคำนวณจากจุดที่คุณรับได้ นี่คือจุดที่ความเสี่ยงจริงอยู่
ขนาดโพซิชันสำคัญกว่าเป้า
สมมติพอร์ตคุณมี 500,000 บาท และคุณยอมขาดทุนต่อไม้ที่ 2% นั่นคือ 10,000 บาท ถ้าคุณซื้อหุ้น A ที่ราคา 25 บาท ตั้ง stop ที่ 23 บาท แปลว่าคุณรับความเสี่ยง 2 บาทต่อหุ้น นั่นทำให้ซื้อได้ 5,000 หุ้น หรือ 125,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 25% ของพอร์ต ไม่ใช่ 100%
ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ซื้อหนักเกินไป คือเขาคิดว่าซื้อไม่เกิน 20% ของพอร์ตคือปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ดูว่าระยะห่างจากราคาที่ตั้ง stop ห่างแค่ไหน ถ้าห่างมาก ขนาดโพซิชันที่ถูกต้องจะเล็กกว่าที่คุณคาดไว้เสมอ
สำหรับบัญชี cash balance เรื่องนี้ตรงไปตรงมา เพราะคุณซื้อได้เท่าที่มีเงินสด แต่กับบัญชี credit balance (มาร์จิน) ซึ่ง AIRA Securities มีให้บริการ ขนาดโพซิชันจะดูเหมือนซื้อได้มากขึ้น แต่ขาดทุนที่แท้จริงจะถูกขยายด้วยมาร์จินที่ใช้ นี่คือจุดที่ stop loss ไม่ใช่เรื่องของ "ตั้งเท่าไหร่" แต่อยู่ที่ "ในบัญชีแบบไหน"
| มูลค่าพอร์ต | ความเสี่ยงต่อไม้ | ระยะ stop loss | ขนาดโพซิชันสูงสุดที่ควรใช้ |
|---|---|---|---|
| 500,000 บาท | 2% | 5% | ประมาณ 200,000 บาท |
| 500,000 บาท | 2% | 10% | ประมาณ 100,000 บาท |
| 500,000 บาท | 2% | 2% | ประมาณ 500,000 บาท |
แถวสุดท้ายในตารางคือกับดักที่แท้จริง stop loss แคบทำให้คุณดูเหมือนซื้อได้เยอะและเสี่ยงน้อย แต่ในความจริงคือคุณกำลังเดิมพันว่า "ราคาจะไม่เหวี่ยงผ่านจุดนี้ก่อนที่โพซิชันจะเป็นกำไร" ซึ่งไม่ใช่การรับประกันเลย
จุดอ่อนที่ต้องรู้ก่อนตั้งคำสั่ง
คำสั่งทั้ง stop loss และ take profit มีจุดที่ทำงานไม่ตรงกับที่หลายคนเข้าใจ และความเข้าใจผิดตรงนี้คือสาเหตุที่คนใช้ stop loss ผิดวิธีมากที่สุด
- คำสั่ง stop ที่ตั้งไว้ไม่รับประกันราคาที่ได้ ในหุ้นสภาพคล่องต่ำราคาอาจไถลไปไกลกว่าที่ตั้งไว้
- ช่วง pre-open และช่วงเปิดตลาดเช้า ราคาอาจกระโดดข้ามทั้ง stop loss และ take profit ของคุณเลย
- หุ้นที่ปิด Ceiling / Floor อยู่ คำสั่งจะไม่ทำงานจนกว่าจะมีคู่ซื้อขายตรงกัน ซึ่งทำให้คุณออกไม่ได้ตามที่วางไว้
- คำสั่งขายเสมือนไม่ลบออกเอง เมื่อมีการซื้อขายครั้งใหม่ ไม่เหมือนระบบบางที่ตั้งไว้ใช้ซ้ำได้
- ในช่วงประกาศผลประกอบการหุ้นขึ้นเครื่องหมาย C หรือถูก SP ราคาอาจเปิด Gap ที่ทำให้คำสั่ง stop มีผลในราคาที่แย่กว่าที่ตั้งไว้มาก
สำหรับคนที่สนใจเทรดผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศด้วย เกณฑ์ความผันผวนของคู่เงินและ CFD นั้นต่างจากหุ้นไทยอยู่แล้ว แต่หลักเรื่องขนาดโพซิชันกับระยะ stop ยังใช้เหมือนกัน
สรุป: stop loss ไม่ใช่ฟิลเตอร์การเทรด
มีเรื่องที่ตรงไปตรงมาต้องพูด ระบบมีอยู่ ไม่ใช่ "อยู่ที่ใจคุณ" แต่ไม่มีคำสั่งไหนทดแทนวินัยได้ stop loss เป็นเครื่องมือบริหารความเสียหาย ไม่ใช่เครื่องมือทำกำไร คนที่บอกว่าใช้ stop loss แล้วยังขาดทุนคือคนที่ตั้งจุดแล้วเลื่อนมันออกไปเรื่อย ๆ เมื่อราคาไม่เป็นใจ ซึ่งก็เหมือนไม่ได้ตั้งเลย
ภาพจริงของการตั้ง stop loss ที่ดีคือ ตั้งด้วยเหตุผลที่เขียนไว้ตอนจิตใจสงบ ไม่ได้ตั้งตอนกำลังตื่นเต้นกับราคา แล้วเขียนเหตุผลนั้นกำกับไว้ข้าง ๆ ว่า "ตั้งเพราะอะไร" ถ้าราคาไปกระตุ้นจุดนั้น คุณจะได้รู้ว่าตัวเองคิดผิดตรงไหน ไม่ใช่แค่ว่าตลาดไม่ยุติธรรม
ก่อนโอนเงินเข้าพอร์ต ควรเช็คอะไร
ก่อนที่คุณจะฝากเงินเข้าบัญชีกับโบรกเกอร์ไหน หรือเปิดคำสั่ง stop loss ตัวแรก มีรายการที่ควรตรวจด้วยตัวเองทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งโบรกเกอร์และฝั่งตัวคำสั่งเอง
ฝั่งโบรกเกอร์นั้นเรื่องที่ตรวจได้โดยไม่ต้องเชื่อโฆษณา
- ใบอนุญาตยังคุ้มครองอะไรและไม่คุ้มครองอะไร ถ้าเป็นโบรกเกอร์ไทยคือใบอนุญาต SEC Thailand และเป็นสมาชิก SET ซึ่งความคุ้มครองจำกัดอยู่ที่หลักทรัพย์และอนุพันธ์ในตลาดไทย ไม่ได้คลุมคู่เงินหรือ CFD
- ค่าธรรมเนียมเสียงริงหรือไม่ บางโบรกเกอร์ในไทยโฆษณาว่าซื้อขายฟรีหรือไม่มีค่าคอม ตรวจกับตารางค่าธรรมเนียมจริง ไม่ใช่หน้าโปรโมชัน
- ช่องทางฝากถอนที่คุณใช้จริง PromptPay เร็วกว่า แต่ถ้าจำนวนมากต้องมีเอกสารรองรับตามเกณฑ์ BOT ที่ 200,000 USD ขึ้นไป
- มีสาขาและช่องทางติดต่อในไทยที่ใช้ได้จริงไหม ไม่ใช่แค่ฟอร์มทิ้งข้อความ
ฝั่งตัวคำสั่งเองนั้นสั้นกว่า แต่สำคัญกว่า
- คุณรู้หรือไม่ว่า stop loss ที่ตั้งไว้นั้นจะกลายเป็น Market หรือ Limit ตามประเภทคำสั่งที่คุณเลือก
- คุณรู้หรือไม่ว่าหุ้นตัวนี้แกว่งปกติวันละกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่รู้ แปลว่าตั้งจุดด้วยความรู้สึก
- คุณเขียนเหตุผลของจุด stop loss ไว้หรือยัง ถ้ายัง แปลว่าในวันที่ราคาชนจุดนั้นคุณจะไม่มีทางตัดสินใจได้ตามที่วางไว้
ด้านภาษีนั้น กำไรจาก CFD หรือ forex จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามอัตราก้าวหน้า ไม่ได้มีอัตราภาษีกำไรทุนลดหย่อนเหมือนหลายประเทศ และสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย 180 วันขึ้นไป รายได้จากต่างประเทศที่โอนเข้าไทยต้องนำมารวมในแบบ ภ.ง.ด. 90/91 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่อ้างถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรปรึกษานักบัญชี ไม่ใช่ใช้ข้อมูลจากหน้าเว็บโบรกเกอร์
คำถาม
Stop loss กับ Cut loss ต่างกันไหม?
ไม่ต่างกันในหลักการ ทั้งคู่คือการยอมรับการขาดทุนเพื่อหยุดมันเอาไว้ แค่ Stop loss หมายถึงคำสั่งที่ตั้งล่วงหน้าในระบบขายอัตโนมัติ ส่วน Cut loss คือการตัดสินใจขายด้วยมือเมื่อราคาไม่เป็นไปตามที่คิด การมีคำสั่งอัตโนมัติมีข้อดีคือไม่ต้องใช้ความกล้าตอนที่จิตใจกำลังเสีย
ตั้ง Take Profit ไม่มีก็ได้ไหม?
ได้ take profit เป็นทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ ถ้าคุณเทรดตามเทรนด์ระยะยาวและมีวิธีออกอื่นที่วางแผนไว้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตั้ง take profit อย่างจริงจัง แต่ควรมีวินัยว่าจะออกตอนไหน ไม่ใช่รอให้ราคากลับตัวแล้วค่อยตัดสินใจ
ในหุ้นไทยควรตั้ง stop loss กี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกคน คำตอบที่ตรงคือ ขึ้นกับความผันผวนของหุ้นตัวนั้นกับขนาดพอร์ตของคุณ ถ้าหุ้นแกว่งวันละ 4-5% การตั้งที่ 2-3% คือการเอาโพซิชันของคุณออกก่อนที่ตลาดจะแสดงทิศทางจริง วิธีที่สมเหตุสมผลกว่าคือตั้งตาม ATR หรือตามแนวรับเดิมของหุ้น แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นตามราคา
ในบัญชีมาร์จิน Stop Loss ต่างจากบัญชีเงินสดไหม?
ต่างในระดับที่กังวลมากกว่า ในบัญชี cash balance ขาดทุนสูงสุดคือเงินที่คุณใส่ลงไป แต่ในบัญชี credit balance (มาร์จิน) ที่ AIRA Securities ให้บริการ stop loss ที่ตั้งไว้ต้องสอดคล้องกับมาร์จินที่คุณใช้ ถ้าตั้ง stop ไกลกว่าที่มาร์จินจะรับไหว คุณอาจถูกเรียกมาร์จินก่อนที่คำสั่งของคุณจะทำงาน
โบรกเกอร์ต่างประเทศที่คนไทยใช้ ตั้ง Stop Loss เหมือนหุ้นไทยไหม?
หลักการเดียวกัน แต่รายละเอียดตลาดต่างกัน ทั้งชั่วโมงการซื้อขาย ความผันผวนของคู่เงิน และค่า swap ที่ตัดคืนหรือหักข้ามคืน สิ่งที่ต้องทำคือตรวจสอบประเภทคำสั่งที่โบรกเกอร์นั้นรองรับจริง ไม่ใช่สมมติว่าเหมือนหุ้นไทยทุกจุด และตรวจว่าฝั่งขาออกมีเงื่อนไขอะไรกำกับ
ภาณุ วงศ์ไทย
กูรูแพลตฟอร์มนักพัฒนาหรือควอนต์ที่เทรดเป็นงานเสริม ทดสอบเครื่องมือด้วยตัวเอง

